0

การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่อง คดีปกครองกับการพัสดุ

การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่อง  คดีปกครองกับการพัสดุ  

ระหว่างวันที่  27-28  มีนาคม  2557

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

โดย ว่าที่.รตหญิงลัดดาวัลย์  เปียเนตร์  ตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ, นางสาวสุขสม  กลั่นกลิ่นหอม  ตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ, นายสุนทร  บัวจันทร์ ตำแหน่งนิติกร

หัวข้อ  :  ปัญหาในการจัดหาพัสดุในแต่ละขั้นตอน

การเข้าร่วม  การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้  เรื่อง  คดีปกครองกับการพัสดุ  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายปกครองและหลักปฏิบัติงานด้านพัสดุที่เป็นบรรทัดฐานจากคดีปกครองให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้ทั้งในเชิงป้องกันปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่จะไปสู่คดีปกครอง และเพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากการจัดหาพัสดุของมหาวิทยาลัยและสถาบันได้  โดยขอบเขตเนื้อหาของการประชุม ประกอบด้วย การบริหารงานพัสดุภาครัฐและแนวปฏิบัติ สัญญาทางปกครอง และบรรทัดฐานจากคดีปกครองที่เป็นหลักปฏิบัติงานด้านพัสดุ

โดยเริ่มจากหัวข้อของการแลกเปลี่ยนความรู้โดยการแบ่งกลุ่มการเรียนรู้ซึ่งการและกัน เนื่องจากมีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ สถาบันและมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับของรัฐ  ซึ่งใช้ระเบียบ / ข้อบังคับพัสดุเดียวกันและหรือต่างกัน  โดยให้นำเสนอหัวข้อปัญหาที่เจอในการดำเนินงานด้านพัสดุในแต่ละขั้นตอนที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กันซึ่งสรุปหัวข้อของปัญหาที่พบบ่อยเพื่อไว้หารือ / ปรึกษาตุลาการศาลปกครองโดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ  ดังนี้

1. การดำเนินงานด้านสัญญา

นิติกรรม หมายความว่า การอันใดได้กระทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่ง  โดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคล ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เพื่อจะก่อการเปลี่ยนแปลง  โอน  สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ หลักกฏหมายดังกล่าว นำมาใช้การแจ้งปรับตามสัญญา  โดยมีหัวข้อหลัก ดังนี้
-          เมื่อครบกำหนดสัญญา / ยังไม่มีการส่งมอบต้องแจ้งการปรับ
-          การนับวันปรับนับถัดจากวันครบกำหนดสัญญา / ข้อตกลง
-          เมื่อส่งมอบของ / งาน เกินกำหนดตามสัญญาต้องสงวนสิทธิปรับ
-          เงื่อนไขสัญญาซื้อเป็นชุด ให้ปรับรวมทั้งชุด
-          สิ่งของรวมติดตั้ง / ทดลอง / ปรับตามราคาของทั้งหมดการคิดค่าปรับ
-          ระยะเวลาการคิดค่าปรับ ให้นับถัดจากวันครบกำหนดสัญญา / ข้อตกลง จนถึงวันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างส่งมอบสิ่งของหรืองานจ้างถูกต้องครบถ้วน หรือจนถึงวันที่ได้มีการบอกเลิกสัญญา / ข้อตกลง

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา

โดยหลักห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง  โดยมีข้อยกเว้นกรณีจำเป็น ไม่ทำให้มหาวิทยาลัย และสถาบันเกิดความเสียหาย  หรือก่อให้เกิดประโยชน์   โดยอำนาจการอนุมัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาให้เป็นหน้าที่อธิการบดี หรือ หัวหน้าส่วนงานกรณีที่มีการมอบอำนาจ  สามารถที่จะพิจารณาดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาในช่วงเวลาใดก็ได้ แม้จะล่วงเลยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามสัญญาก็ตาม แต่อย่างช้าจะต้องดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงก่อนที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ / ตรวจการจ้าง ได้ทำการตรวจรับพัสดุหรืองานจ้างไว้   การงด ลดค่าปรับ หรือการขยายเวลาสัญญา อำนาจอนุมัติก็ให้เป็นหน้าที่ของอธิการบดี หรือหัวหน้าส่วนงานที่ได้รับมอบอำนาจ

การดำเนินงานด้านพัสดุตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ

2.  หน้าที่ในการกำหนดขอบเขตงาน TOR 

ในการดำเนินการซื้อหรือจ้างจะต้องมีการกำหนดคุณสมบัติของของครุภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์กับทางราชการ การกำหนดรายละเอียดหรือคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ หรือ งานจ้าง / คุณสมบัติของผู้เสนอราคา หรือ ผู้เสนองาน  การวินิจฉัย ตีความ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา หรือ ผู้เสนองานแต่ละรายว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่  เป็นอำนาจของหน่วยงานที่จัดหาพัสดุ ส่วนการกำหนดขอบเขตงานเป็นหน้าที่ของผู้ใช้พัสดุโดยตรง ที่สามารถใช้ดุลยพินิจกำหนดและวินิจฉัยได้ตามความต้องการของหน่วยงาน แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้  คือต้องสามารถเปิดเผยได้  โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม   การระบุคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งของหรือยี่ห้อสิ่งของ   การใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศและกิจการของคนไทย  การจัดซื้อ จัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคุณสมบัติของผู้เสนอราคาตามที่ กวพ.กำหนด(ถ้ามี)

1. ความเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
                    ต้องดำเนินการโดยเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึง คุณสมบัติและความสามารถของผู้เสนอราคา หรือผู้เสนองาน เว้นแต่ กรณีมีลักษณะเฉพาะอันเป็นข้อยกเว้น ตามที่กำหนดไว้
                    2.  การระบุคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งของหรือยี่ห้อสิ่งของ
                    กำหนดรายการในการก่อสร้างมี มอก. หรือ กระทรวงอุตสาหกรรมรับรองแล้ว หรือมีมาตรฐานที่ส่วนราชการอื่นกำหนดไว้ ก็ให้ระบุตามมาตรฐานนั้นได้ ตามความจำเป็น กรณียังไม่มีมาตรฐาน ถ้าส่วนราชการจำเป็นต้องใช้สิ่งของที่เห็นว่ามีคุณภาพดีเป็นที่นิยมใช้ในขณะนั้น และจำเป็นต้องระบุชื่อยี่ห้อสิ่งของ ก็ให้ระบุได้ แต่ต้องให้มากยี่ห้อที่สุดเท่าที่จะสามารถระบุได้ และสิ่งของที่มีคุณภาพเทียบเท่ากันก็ให้ใช้ได้ด้วย  การระบุคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งของหรือยี่ห้อสิ่งของ ห้ามกำหนดให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งระบุยี่ห้อสิ่งของที่จะซื้อ เว้นแต่ ที่มีข้อยกเว้นไว้ เช่น ยารักษาโรค เครื่องอะไหล่ เป็นต้น ตามมติ ครม. ตามหนังสือที่ สร 0403/ว 93 ลว. 7 พ.ย. 12 และ ที่ สร 0203/ว 157 ลว. 27 ธ.ค. 19  การใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศและกิจการของคนไทย   ตามมติ ครม. 21 เม.ย. 52  ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ว 89 ลว. 28 เม.ย. 52 เรื่อง ข้อเสนอมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย (การใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศหรือเป็นกิจการของคนไทย)ระเบียบพัสดุฯ 35 ข้อ 16มติ ครม. 29 พ.ค. 50 (ว.83)ส่วนราชการ  องค์ปกครอง  ส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจและ องค์การมหาชน ไม่ให้ขัดหรือแย้ง กับข้อตกลงระหว่างประเทศ

3.  การใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศและกิจการของคนไทย
ระเบียบพัสดุฯ พ.ศ. 2535 ข้อ 16  ให้ส่วนราชการใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศหรือเป็นกิจการของคนไทย ห้ามกำหนด Spec. กีดกันผู้ผลิต/ผู้ขายพัสดุที่ผลิตในประเทศหรือเป็นกิจการของคนไทย (16(1))  ประกาศ มอก.ให้กำหนด Spec. หรือรายการในการก่อสร้างตามมาตรฐาน มอก. หรือระบุเฉพาะ    หมายเลข มอก. ก็ได้ (16(2)) พัสดุที่ต้องการมีผู้ได้รับการจดทะเบียนซื้อ/จ้างผลิตภัณฑ์ ให้กำหนด Spec.หรือรายการในการก่อสร้างให้สอดคล้องกับคู่มือผู้ซื้อ หรือใบแทรกคู่มือผู้ซื้อ (16(3))จำเป็นต้องกำหนดแตกต่าง ให้แจ้ง สมอ. (16(4))มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

4.  การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
คุณสมบัติของผู้เสนอราคาตามที่ กวพ.  กำหนด(ถ้ามี)  ความหมายข้อกำหนดทางวิชาการที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)ได้กำหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้ผลิตในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุดผู้กำหนด สมอ.คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ประกอบด้วยบุคคล 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ใช้และนักวิชาการ มาร่วมกันกำหนดมาตรฐาน

หัวข้อ  :  บรรยายคำพิพากษาศาลปกครองที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุ 

โดย  ท่านอนุชา  ฮุนตระกูล

สัญญา  สาเหตุส่วนมากที่เกิด ดังนี้

1.  เหตุเกิดจากความผิด ความบกพร่องของราชการ
2.  เหตุสุดวิสัย
3.  เหตุเกิดจากพฤติการณ์ที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิด
หลักปฏิบัติคู่สัญญาต้องแจ้งเหตุให้ส่วนราชการทราบภายใน 15 วัน นับแต่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง ไม่แจ้งตามที่กำหนด จะยกมากล่าวอ้างเพื่อขอลดหรืองดค่าปรับ หรือขยายเวลาในภายหลังมิได้  กรณีความผิดความบกพร่องของส่วนราชการตามข้อ 1 ซึ่งมีหลักฐานชัดแจ้งหรือส่วนราชการทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น พิจารณาได้ตามจำนวนวันที่เหตุเกิดขึ้นจริง

(1)   เหตุเกิดจากความผิด ความบกพร่องของทางราชการต้องเป็นเหตุอุปสรรคที่ทำให้ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานจ้างนั้นได้ และไม่ว่าเหตุนั้นจะเป็นผลมาจากส่วนราชการผู้ว่าจ้างโดยตรง หรือมาจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็ตาม
(2)   เหตุสุดวิสัย หมายถึง เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น
(3)    เหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ตามมาตรา 205 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตราบใดการชำระหนี้นั้นยังไม่ได้กระทำลงเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตราบนั้นลูกหนี้ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่

พฤติการณ์ที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดชอบนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ขายหรือผู้รับจ้าง และต้องเกิดขึ้นก่อนผิดนัดชำระหนี้ด้วยการบอกเลิก / ตกลงกันเลิกสัญญาหรือข้อตกลงการบอกเลิกต้องมีเหตุเชื่อได้ว่า    – ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

-ไม่ปฏิบัติตามสัญญา / ข้อตกลง และค่าปรับจะเกิน 10 % ของวงเงินทั้งสัญญา     เว้นแต่ จะยินยอมเสียค่าปรับ ก็ให้ผ่อนปรนได้เท่าที่จำเป็น

- การตกลงเลิกสัญญาต่อกัน ทำได้เฉพาะเป็นประโยชน์ / หรือเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบ  ของราชการ หากปฏิบัติตามสัญญา / ข้อตกลงต่อไป

ผู้มีหน้าที่เสนอความเห็น ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง เป็นผู้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหัวหน้าส่วนราชการ ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา การงดลดค่าปรับ หรือการขยายเวลาทำการตามสัญญา (ตามหนังสือ ที่ นร (กวพ) 1305/ว 11948 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2543)

สัญญาทางปกครอง
ลักษณะคดีปกครอง กรณีใดจะถือว่าเป็นคดีปกครองหรือไม่ ให้พิจารณาจากหลัก 2 ประการ ประกอบกัน ดังนี้

1. พิจารณาจากคู่กรณี
คดีปกครอง ต้องเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีที่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายหนึ่งกับเอกชนอีกฝ่ายหนึ่ง หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเองก็ได้ กล่าวโดยสรุปก็คือ ข้อพิพาทที่จะเป็นคดีปกครองได้นั้น จะต้องมีคู่กรณีอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชนจะไม่ใช่คดีปกครองทันที
2. พิจารณาจากมูลคดีที่เกิดขึ้น
ลักษณะของคดีปกครอง นอกจากจะต้องมีคู่กรณีที่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเองแล้ว ยังต้องพิจารณารวมถึงมูลคดีที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งมูลคดีที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย

การบริหารงานด้านพัสดุ
                        สาเหตุหลักในการเกิดการฟ้องร้องน่าจะมาจากการที่ มหาวิทยาลัยและสถาบันหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการกระทำอื่นใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไม่มีอำนาจ นอกเหนืออำนาจ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบเป็นเหตุให้ตรวจสอบได้
                       คดีปกครองประเภทนี้ ศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือสั่งห้ามการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้  หรือเป็นเหตุที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย

  1. มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่
  2. ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่
  3. เนื้อหาของการกระทำชอบหรือไม่

ลักษณะความไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  1. มีอำนาจกระทำการหรือไม่

-    ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
-     นอกเหนืออำนาจ
2.  ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่
-     ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ
3. เนื้อหาของคำสั่ง
-     ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
-     ไม่สุจริต
-     เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
-     สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น สร้างภาระเกินสมควร
-     ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ

สรุปรายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้  เรื่อง  คดีปกครองกับการพัสดุ 

รายละเอียดเนื้อหาของการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย การบริหารงานพัสดุภาครัฐและแนวปฏิบัติ สัญญาทางปกครอง ที่อาจจะนำไปเป็นคดีปกครองได้ภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของส่วนงานนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว   เจ้าหน้าที่อาจจะใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยก่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรได้  ไม่ว่าจะโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม   ด้วยเหตุนี้ จึงมีการควบคุมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมซึ่งรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นมูลฐานของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ   และโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ    นี้เองที่ให้ศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐ  เจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนตามมาตรา 9 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542   คดีปกครองหมายถึงบรรดาข้อพิพาทระหว่างรัฐ (ฝ่ายปกครองหรือองค์กรอื่นที่ได้รับมอบอำนาจมหาชนในการดำเนินการทางปกครองหรือสาธารณะกิจบางประเภท) กับประชาชนหรือ     องค์กรมหาชนอื่น ๆ โดยมีวัตถุแห่งข้อพิพาทเป็นนิติกรรมทางปกครอง, สัญญาทางปกครอง, ปฏิบัติการทางปกครอง และกฎหมายลำดับรอง  ฉะนั้นการกระทำการใดก็ตามควรดูขั้นตอนของการปฏิบัติงานและใช้ดุลยพินิจในการทำงานอย่างเป็นธรรม หรือถือหลักปฏิบัติตามหลักการกฎหมายอย่างเคร่งครัด  เนื่องจากการก่อมูลเหตุของความผิดในการเกิดคดีทางการปกครองขึ้นอยู่กับหลักปฏิบัติที่ถูกต้องหรือมีกฎ ระเบียบ และข้อบังคับ รองรับในการดำเนินงาน

 

FacebookTwitterGoogle+Share

WebMaster

Leave a Reply