0

สรุปการอบรมเนกขัมมภาวนา บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

1609801_259935747511672_1316574607_nการเปิดการอบรมโดย พระครูธรรมธรครรชิต คุณวีโร พระอาจารย์ได้อธิบายให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจถึงการเข้ามาวัดการปฏิบัติเนกขัมม ดังนี้คือ

  • ความหมายของการถวายอัตตภาพร่างกายแก่พระพุทธเจ้า ในการสมาทานกรรมฐานของเนกขัมมภาวนา เพื่อให้ไม่ยึดติดตัวตนว่าร่างกายนี้เป็นของเรา คือการละอุปทานขันธ์นั่นเอง
  • การขอพระกรรมฐานพระอาจารย์ เพื่อให้มีจิตน้อมรับคำสั่งสอนของผู้เป็นพระอาจารย์
  • การสมาทานพระกรรมฐาน หรือการขอกรรมฐาน เจตนาให้ตั้งใจปฏิบัติ ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เพื่อให้สำเร็จ ลดละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน มีใจรับรู้ในสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง จิตตั่งมั่นอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ในที่สอนให้นำอานาปานสติ เป็นอารมณ์กรรมฐาน เป็นที่ตั่งมั่นของจิต ยึดจิตให้อยู่ในอารมณ์นี้พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงที่จิตรับรู้ แล้วปล่อยวาง เห็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของจิต ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาตินั่นคือกฎพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
  • วิธีการสอนฝึกอานาปานสติ โดยให้ดูวาโยธาตุ ได้แก่สังเกตอาการพัด รับรู้อายตนะภายนอกที่มากระทบอายตนะภายใน จากลมที่เคลื่อนไหวสัมผัสกาย เห็นตามความเป็นจริงแล้วปล่อยวาง สังเกตความละเอียดของลม ลมเข้า-ลมออก อย่างสบายๆ ให้ต่อเนื่อง
  • การฝึกกรรมฐานเบื้องต้นให้เริ่มพื้นฐานในการรักษาศีล โดยให้สมาทานศีล 8 เพื่อเป็นฐานของสมาธิในการรักษา กาย และวาจาให้บริสุทธิ์ เพื่อความสงบของจิต ในระดับสามธิที่เรียกว่าฌาน แปลว่าความสงบ ซึ่งต้องการขณิกสมาธิขั้นสูงๆ ใกล้อุปจารสมาธิ
  • สังเกตุภาวะขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ หรือ นามธรรมและรูปธรรม วางคลายจากความเพลิดเพลิน เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน คือฐานที่ตั้งแห่งการงานรู้แจ้งในสภาวะธรรมต่างๆ ในขณะปัจจุบันธรรมนั้นๆ ผลที่ได้คือ ญาณ คือปัญญารู้แจ้ง จุดสูงสุดของญาณคือวิมุตติ ความหลุดพ้นจากกิเลส นั่นเอง โดยสังเกตการเกิด การดับของสภาวะธรรมที่ปรากฏเป็นปัจจุบันธรรม

หลักการฝึกกรรมฐาน

ให้จิตผูกสติ เสมือนเชือกเป็นสติคอยดึงรั้งไม่ให้จิตออกไปไกลเกินหลักโดยมีองค์กรรมฐานคอยเพียรภาวนาไว้อย่างต่อเนื่อง เมื่อจิตฟุ้งออกไปก็ใช้สติดึงกลับเข้ามาอยู่ที่หลักคือองค์บริกรรม โดยดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หยาบละเอียดอย่างไรตามความจริง รักษาศีล 8 สำรวมกาย วาจา ระวังสำรวมอินทรีย์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเพื่อให้เกิดกุศลจิตเกิดขึ้น พูดให้น้อย เพื่อสำรวมระวังวาจา เพื่อมีสติตั้งไว้เสมอๆ และตัดปลิโพธ ความกังวลต่างๆ ออกไปขณะปฏิบัติเพื่อขจัดความนิวรณ์

หลักการปฏิบัติเพื่อให้ได้ผล

  1. ต้องหาครู อาจารย์ เรียรู้ฝึกกรรมฐานให้เข้าใจ ไม่เข้าใจให้สอบถาม
  2. แสวงหาสถานที่สัปปายะ อาการเหมาะสม อาหารเหมาะสม สถานที่เหมาะสม ไม่มีเสียงรบกวน เป็นต้น
  3. เตรียมจิตให้พร้อม น้อมจิตระลึกถึงพระรัตนตรัย เพื่อทำให้เกิดปิติ ทุกขณะที่นึกถึงพระคุณของพระศาสดา ระลึกน้อมจิตว่ากำลังปฏิบัติตามรอยพระบาทพระพุทธองค์
  4. อย่าอยาก เพราะเป็นกิเลส ตั้งใจให้พอดีมีฉันทะในการปฏิบัติ
  5. ทำด้วยความผ่อนคลาย ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ให้พอดีๆ

ประโยชน์ของการฝึกจิตภาวนา

  1. จิตที่ตั้งมั่นมีสมาธิเป็นจิตที่มีกำลังในการประกอบกิจการงานต่างๆ
  2. เป็นสภาพจิตที่สงบ ราบเรียบ  ทำให้การงานบรรลุผล
  3. เป็นสภาพจิตสว่าง กำหนดกำหนดอารมณ์กรรมฐานต่อเนื่อง ผลคือปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุข
  4. จิตนุ่มนวลเหมาะแก่การนำไปใช้การทำงานต่างๆ เกิดประโยชน์ได้สูงสุดนั่นเอง

การบบรยายธรรมภาคบ่ายของพระอาจารย์มาโนช ธมฺมครุโก

การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติงาน  คือการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชีวิตการงาน ด้วยการทำความเพียร เรียกว่าวิรัมภะ เพื่อความก้าวหน้า การฝึกใจให้มีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติงาน

การเรียนรู้จากสุตตมยปัญญา  เรียนรู้จากการฟัง ฝึกหัด ชีวิตให้เรียบง่าย รับรู้แล้วปล่อยวาง โดยใช้โยนิโสมนสิการ มองเห็นสิ่งต่างด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ด้วยเหตุและผล  เหตุปัจจัยในสรรพสิ่งความเป็นจริง แล้วหาทางแกไขปัญหาด้วยวิธีแยบคาย ด้วยความรอบคอบ ตัดความชอบใจไม่ชอบใจออกให้หลักเหตุและผลเป็นที่ตั้ง

ใช้สื่อโดยมีรูปภาพประกอบการบรรยายได้แง่คิดให้เกิดพลังบวกในการทำงาน เป็นกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต ปัญหาอุปสรรค์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต หน้าที่การงานได้เป็นอย่างดี

สอนเรื่องความเป็นกัลยาณมิตร ทำให้การงานประสบความสำเร็จ และการสื่อสารของบุคคล โดยดูเจตนาและวิธีการที่จะสื่อซึ่งประกอบด้วยผู้ส่ง ข่าว และผู้รับข่าว ให้เข้าใจเจตนาตรงกัน โดยไม่มีขบวนการรบกวนปราศจากอคติ

ความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานประกอบด้วยองค์ 4 คือ 1. การเข้าหาผู้รู้ ไตร่ถามให้เข้าใจ 2. ฟังคำสอน 3 น้อมใจรับคิดอย่างแยบคาย และ 4. ลงมือปฏิบัติ

การมีชีวิตควรจะจดจำในเรื่องที่ดีมากกว่าเรื่องทุกข์ เนื่องจากจะทำให้ชีวิตมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตการปฏิบัติธรรมคือความเข้าใจชีวิต

ชีวิตอยู่ด้วยความฝันเป็นแรงบันดาลใจ มีศรัทธา เป็นพื้นฐานเหตุปัจจัยของความจริง โดยพระอาจารย์ได้ฝากคำกลอนไว้ให้ดังนี้

เรามิอาจรู้เวลา วันข้างหน้าเป็นเช่นไร           อุปสรรคอีกเท่าไหร่จะผ่านไปในชะตา
เราไม่อาจรู้วันคืน ที่ขมขื่นและปวดร้าว          ความกล้ำกลืนต่อปัญหาจะผ่านมาอีกเมื่อใด
แต่ที่รู้ต้องอดทนพร้อมผจญไม่หวั่นไหว        แม้วันหน้าเป็นเช่นไรต้องทดได้ไม่หวาดเกรง
อย่ายอมแพ้แม้หัวใจต้องแหลกยับ                 อย่าหันกลับย้อยรอยนับถอยหลัง
สู้ต่อไปแม้ต้องเดินเพียงลำพัง                        อย่าสิ้นหวังหากเรายังไม่สิ้นใจ
โลกยังมีที่ว่าง สำหรับสร้างความใฝ่ฝัน          ชีวิตยังมีรางวัลเป็นเดิมพันแด่ฝันไกล
โลกยังพร้อมยินดี กับนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่                คนกล้าจงก้าวไป ทอฝันให้เป็นความจริง
ชีวิตคนอยู่ด้วยฝัน เพียงฝ่าฟันไม่หยุดนิ่ง        สักวันฝันคงจริงปั้นทุกสิ่งให้งดงาม

002
สรุปการสอนปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ก่อภพ จิรสุทฺโธ และพระอาจารย์วีรภัทร ถิรญาโณ

สถานที่ริมสระน้ำ ยามรุ่งอรุณและยามสนทยาของแต่ละวัน กล่าวถึงอปัณนกะปฏิปทา ประกอบด้วย

  1. อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ 6 ทางตา หุ จมูก ลิ้น กายและใจ ให้มีสติระลึกรู้ ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ต่างๆ มีสติเห็นในอารมณ์นั้นๆ เช่นความชอบ ความไม่ชอบ ฝึกในอิรอยาบถทั้ง 4 ยืน เดน นั่ง และนอนให้มีสติ และฝึกอิริยาบถย่อยต่างๆ
  2. โภชเนมัชตันญุตา  รับประทานอาหารแต่พอดี อิ่นก่อนสัก 3-5 คำ แล้วดื่มน้ำตามให้อิ่มพอดี เหมาะแก่การปฏิบัติ
  3. ชาครินานุโยค ไม่มักมากในการนอน นอนเท่าที่จำเป็นเพียงพอในการนอน

สรุปการบรรยายธรรมของพระอาจารย์ศุภพงษ์ ธมฺทินฺโน

ธรรมกับการอยู่ร่วมกัน ใต้อาคารหอสมุด

ธรรมการอยู่ร่วมกันด้วยเมตตาพรหมวิหารธรรม 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา การให้ความรัก คือเมตตา การให้ความช่วยเหลือเก้อกูรกันคือมีความกรุณา ความชื่นชมยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือมุทิตาและมีอุเบกขา ซึ่งแปลว่ามองอยู่ใกล้ๆ

การอยู่ร่วมกันด้วยสังคหวัตุ 4 ประกอบด้วย ทาน คือการให้ทาน วัตถุ สิ่งของ ให้กำลังใจและให้อภันทาน ปิยวาจา การพูดจาอ่อนน้อม อ่อนหวาน น่าฟัง อัตถจริยา คือการทำสิ่งดีๆให้เป็นปนะโยชน์ และสมานัตตตา คือ การมีตนเสมอกันหมายถึงการร่วมทุกข์ร่วมสุข สื่อความรู้สึกให้เพราะความปรารถนาดีต่อกัน เช่น การช่วยเหลือ การให้รางวัล เป็นต้น ปัจจัยที่นำให้ชีวิตเข้าสู่กระบวนการคือ ปรโตโฆษะ การได้ฟังเสียงจากภายนอกเรียกว่าปัจจัยภายนอก ได้แก่ความเป็นกัลยาณมิตร และโยนิโสนมสิการ การน้อมใจพิจารณาภายในอย่างแยบคาย คือปัจจัยภายใน คือสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง

ได้กล่าวถึงการสงเคราะห์กันและการสลายความขัดแย้ง ประนีประนอมยอมลดส่วนที่ขัดแย้ง เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ร่วมกัน โดยวิถีพุทธ คือการพัฒนาความสุข ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก หรือพึ่งพาให้น้อยลง และมีความเมตตากรุณา เพื่อผู้อื่น พัฒนาบริโภคคุณค่าแท้พอที่จะอยู่ได้ ช่วยเหลือเกื้อกุรซึ่งกันและกัน

หลักการให้ความเคารพกันเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สังคมจะอยู่ด้วยความเรียบร้อย งดงาม ฝึกจิตใจให้เป็นคนอ่อนน้อม ผู้รับการเคารพก็ได้สติคอยเตือนคนเองไม่ประมาททำตนให้เป็นที่เคารพ

ตอบปัญหาธรรมะ โดย พระมรกต สุขิโต

1. ถาม คนเราเกิดมาใช้กรรมจริงหรือไม่
ตอบ ต้องทำความเข้าใจคำว่า กรรมว่าคือการกระทำ การกระทำย่อมมีทั้งดีและชั่ว  การกระทำย่อมส่งผลให้เกิดแรงจากการกระทำที่เรียกว่า วิบาก หรือผลแห่งการกระทำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน กรรมที่ทำจากอดีตมีผลในปัจจุบัน

2. ถาม คนที่ตายแล้วต้องเกิดหรือไม่
ตอบ ตามหลักธรรมในพุทธศาสนา ตราบใดคนที่ตายไปยังไม่ได้บรรลุอรหันต์ตายแล้วต้องกลับมาเกิดอีกแน่นอน แต่สดแท้ว่าจะเกิดเป็นอะไร อาจเป็นมนุษย์ สัตว์เดรั๗ฉาน เปรต  พรหม เทวดา  ตามแรงกรรมที่ตนเองได้ทำไว้ในอดีตชาติ

3. ถาม คำพูดที่ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไป พุทธศาสนามีข้อโต้แย้งอย่างไร
ตอบ เกิดจากความคิดที่ไม่แยบคาย หวังผลในการทำดีอย่างไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นการทำบุญใส่บาตรทุถกวันแต่หวังผลต้องถูกหวย เป็นต้น อนึ่งการทำดีต้องทำให้ถูกที่ ถูกคน และถูกเวลา มีความเพียรในการทึวามดีอย่างไม่ย่อท้อ ความดีนั้นจึงจะส่งผล

4. ถาม ธรรมะที่ใช้ในการทำงานคืออะไร
ตอบ  ต้องมีท่าทีต่องานให้ถูกต้อง  ต้องเห็นประโยชน์จากงาน และการเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน สิ่งสำคัญเบื้องต้นคือคำพูดที่พูดกับเพื่อนร่วมงาน หากไม่มีประโยชน์  ไม่ใช่เรื่องจริงและเรื่องที่พูดก่อความทุกข์กับผู้ฟัง ก็ไม่สมควรพูด อนึ่งใช้หลักสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา

5. ถาม คำว่าต้องคบกับผู้มีศีลเสมอกันคืออย่างไร
ตอบ  ธรรมหมวดนี้จะให้ครบถ้วนต้องประกอบด้วย ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เสมอกัน  หมายความว่าหากเรามีความเชื่อพอๆกัน มีการควบคุมความประพฤติพอๆกัน มีการเสียสละพอๆกัน และความรู้พอๆกัน จะทำให้การคบหากันมีความยั่งยืนและมีความมั่นคงต่อกันมากขึ้น

6. ถาม คำว่าปล่อยวาง กับ คำว่าช่างมัน มีความหมายเหมือนกันหรือไม่ในทางพุทธศาสนา
ตอบ คำว่าปล่อยวาง เป็นภาวะทางใจที่เข้าใจเรื่องต่างๆอย่างครบถ้วน หากเราทำดีที่สุดหรือให้สิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ไม่ต้องไปสนใจผลหรือบังคับผลว่าจะเกิดอย่างไร

ส่วนคำว่า ช่างมัน ก็เป็นภาวะทางใจเช่นกัน แต่อาจจะพูดแบบประชดประชันเหมือนกับปล่อยปะละเลย  มักง่าย

003
สรุปผลการอบรม และสิ่งที่ได้จากการอบรมครั้งนี้

          ได้รับสิ่งดีๆ ที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ความสมัครสมานสาสัคคีของการอยู่ร่วมกัน ความมีน้ำใจของชาวคณะวิทยาศาสตร์ ความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันช่วยเหลือกิจการงาน เพราะข้พเจ้าเองได้เข้าอบรมในรุ่นที่ 6 ด้วยที่คุณอภิสิทธิ์ คุณวรปัญญา ผู้จัดได้แนะนำว่ามีที่ว่าง จึงต้องขอขอบคุณผู้จัดทุกคนและผู้ร่วมปฏิบัติทุกท่านที่เอื้อเฟื้ออำนวยสถานที่นอนแบ่งปันให้ได้พักอาศัยอย่างสบาย และสถานที่นี้เหมาะสมอย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรมเพราะสัปปายะมาก มีอาหาร อากาศ ธรรม ทั่กอาศัยอย่างดีเยี่ยม เดินทางไม่ไกลจากคณะวิทยาศาสตร์ มีสวนร่มรื่นกลมกลืน ได้สัมผัสธรรมชาติ มีสระน้ำรอบพระอุโบสถและอาคารหอสมุด มีสัตว์ต่างๆ ให้ชมเช่น นกต่างๆ ตัววรนุช (ตะกวด) ปลา เป็นต้น ได้ใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติ ได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดพลังความรักความสมัครสมานสามัคคีเกิดขึ้น มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การงานได้อย่างมีความสุขให้มากๆ ยิ่งขึ้น

ด้วยความเห็นของข้าพเจ้าน่าจะแทนความรู้สึกของเพื่อนๆ คณะวิทยาศาสตร์ ที่เข้าปฏิบัติธรรมร่วมกันในครั้งนี้ได้บ้าง และท้ายที่สุดขอขอบพระคุณผู้บริหารทุกท่าน ผู้จัดทุกท่าน และผู้ร่วมปฏิบัติธรรมทุกท่านที่เปิดโอกาสให้มีสิ่งดีๆ เข้ามาสัมผัสในจิตใจพวกเราชาวคณะวิทยาศาสตร์ทุกท่าน ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและด้วยผลกุศลผลบุญบารมีทั้งมวลที่ได้บำเพ็ญเพียรมาดีแล้ว ขอกุศลผลบุญนี้จงเป็นบุญราศรีให้ทุกๆ ท่าน ชาวคณะวิทยาศาสตร์ จงมีส่วนแห่งบุญที่ได้ทำไว้แล้ว จงมีอายุยั่งยืนยาวมีสุขภาพพลามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพยาธิ ทุกข์เบียดเบียน ปราศจากอุปสรรคในการดำเนินชีวิตมีความปรารถนาสิ่งใดในทางที่ชอบประกอบด้วยธรรมแล้วไซร้ขอจงสำเร็จโดยพลันทันที ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อด้วยกันทุกๆ ท่านด้วยเทอญ สาธุ…อนุโมทามิ

โดย นางสาวฉัฐรักข์  วัยเจริญ, นายโกเมศ  จันทร์เจริญ,  นายอภิสิทธิ์  คุณวรปัญญา

FacebookTwitterGoogle+Share

KMSC

Leave a Reply